หลับสมบูรณ์ตื่นสดใส
ด้วย เมลาโทนิน

การนอนหลับ เป็นเวลาพักผ่อนที่ดีที่สุด ช่วงที่มีการนอนหลับร่างกายจะซ่อมแซมเซลล์และอวัยวะที่สึกหรอ ทั้งยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย มนุษย์จึงใช้เวลาในการนอนหลับถึงหนึ่งในสามของวัน และของชีวิต การนอนหลับเกิดขึ้นได้โดยอาศัยสารสำคัญ 2 ตัวคือ สารกาบ้า (GABA) และ เมลาโทนิน (Melatonin)

การรักษาโรคนอนไม่หลับ

เป้าหมายหลัก ในการรักษาโรคนอนไม่หลับนั้นคือ การลดปัญหาในเวลากลางวันที่อาจเกิดขึ้นได้จากการนอนไม่หลับ, ปรับปรุงการทำงานในเวลากลางวัน, ลดความเครียด, เพิ่มคุณภาพการนอนหลับและเวลาในการนอน ซึ่งแผนในการรักษานั้นต้องประกอบกันทั้งการใช้ยาเพื่อช่วยให้หลับ ควบคู่ไปกับการปรับสุขลักษณะในการนอนและพฤติกรรมต่าง ๆ จะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการรักษาโรคนอนไม่หลับได้เป็นอย่างดี

ทางเลือกเพื่อการรักษาโรคนอนไม่หลับ

เมลาโทนิน (Melatonin) คือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายผลิตตามธรรมชาติ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น (Sleep-wake cycle) ของทั้งมนุษย์และสัตว์ โดยเมลาโทนิน (Melatonin) นั้นถูกสร้างขึ้นจากต่อมไพเนียล (Pineal gland) ภายในสมองเมื่อถูกกระตุ้นจากความมืดหรือเข้าสู่เวลากลางคืน ส่งผลให้ร่างกายสามารถเข้าสู่การนอนหลับได้ และจะหยุดหลั่งเมื่อมีแสงสว่าง ซึ่งคือตอนเช้าเมื่อเราตื่นนอน ดังนั้นจึงถือได้ว่า เมลาโทนิน (Melatonin) เปรียบเสมือนเครื่องมือที่สำคัญในการควบคุมนาฬิกาชีวิต (Biological rhythm) เพื่อให้ร่างกายเราเข้าสู่วงจรการหลับ-ตื่นได้อย่างเป็นระบบ สอดคล้องไปกับเวลาธรรมชาติ รวมถึงการปรับอุณหภูมิร่างกาย ความดันเลือด และการเต้นของหัวใจ
ในปัจจุบันได้มีการนำเมลาโทนินมาใช้ในการรักษาโรคนอนไม่หลับ ซึ่งชนิดที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคนอนไม่หลับได้นั้น จะอยู่ในรูปของเมลาโทนิน ที่มีการศึกษาทางคลินิก และต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

เมลาโทนิน
เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนธรรมชาติ ซึ่งผลิตโดยสมอง มีหน้าที่ในการควบคุมการหลับ-ตื่นในมนุษย์ โดยเมื่อมนุษย์เราอายุมากขึ้น ความถี่และความรุนแรงในการเกิดโรคนอนไม่หลับจะยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินก็จะลดลงเช่นกัน
เมลาโทนินที่สามารถใช้ในการรักษาโรคนอนไม่หลับได้นั้นควรอยู่ในรูปแบบออกฤทธิ์ได้ต่อเนื่อง8-10 ชม. ครอบคลุมตลอดระยะเวลาของการนอนหลับ ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับการหลั่งของเมลาโทนินภายในร่างกาย


ประสิทธิภาพของเมลาโทนิน
เมลาโทนินที่ดีควรมีประสิทธิภาพในด้านการเพิ่มคุณภาพการนอนและการตื่นรู้ตัวในตอนเช้า
เพิ่มคุณภาพการนอนหลับ (Improve quality of sleep)
ลดระยะเวลาที่ใช้ในการเข้านอน (Decrease sleep latency)
เพิ่มระยะเวลาในการนอนให้เหมาะสมกับวัย

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ เมลาโทนินที่ปลอดภัยต้องไม่ทำให้เกิดอาการนอนไม่หลับกลับเป็นซ้ำ (Rebound insomnia) หรืออาการถอนยา (Withdrawal effect) ภายหลังจากการหยุดยา แม้ว่าจะใช้ติดต่อกันนานถึง 6 เดือน

ยากลุ่มอื่นๆที่ต้องแนะนำโดยแพทย์เท่านั้น
ยากลุ่มเบนโซไดอะซีพีนส์ (Benzodiazepines) เป็นยารักษาโรคนอนไม่หลับที่มีการใช้ในหลายประเทศ โดยจับกับตัวรับเฉพาะที่ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) ช่วยในการคลายกังวล, กล่อมประสาท, ทำให้นอนหลับ, คลายกล้ามเนื้อ และรักษาโรคลมชัก
โดยทั่วไปยากลุ่มเบนโซไดอะซีพีนส์ (Benzodiazepines) นั้นจะใช้เพื่อให้นอนหลับในตอนกลางคืน ซึ่งควรได้รับในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น (2-4 สัปดาห์) และยังถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการรักษา แต่ไม่ใช้เป็นยาเดี่ยว

ยากลุ่มซีดรักส์ (Z-drugs) โซลพิเดม (Zolpidem) และโซพิโคลน (Zopiclone) คือยารักษาโรคนอนไม่หลับกลุ่มใหม่ที่ถูกนำมาใช้ รู้จักในชื่อว่า ยากลุ่มซีดรักส์ (Z-drugs) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีโครงสร้างแตกต่างจากกลุ่มเบนโซไดอะซีพีน แต่ยังคงออกฤทธิ์โดยผ่านการทำงานของตัวรับเดียวกันอยู่
โซลพิเดม (Zolpidem)
เป็นยานอนหลับที่ออกฤทธิ์เร็ว โดยมีขนาดรับประทานคือ 10 มก. ในเวลากลางคืน (ทันทีที่ต้องการเข้านอน) และลดขนาดยาลง เหลือเพียงไม่เกิน 5 มก. ในผู้ป่วยสูงอายุ ทั้งนี้โซลพิเดม (Zolpidem) ยังทำออกมาในรูปยา ที่สามารถควบคุมการปลดปล่อยยาได้ด้วย ซึ่งแนะนำให้รับประทานในเวลากลางคืน ทันทีที่ต้องการเข้านอน โดยผู้ใหญ่รับประทานในขนาด 12.5 มก. และผู้ป่วยสูงอายุรับประทานในขนาด 6.25 มก.
โซพิโคลน (Zopiclone)
เป็นยานอนหลับ ซึ่งแนะนำให้รับประทานในขนาด 7.5 มก. เวลากลางคืน ก่อนเข้านอน โดยผู้ป่วยสูงอายุควรเริ่มรับประทานในขนาดยา 3.75 มก. และสามารถเพิ่มขนาดยาได้สูงสุดถึง 7.5 มก.

ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines)
ยาไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) และยาด็อกซีลามีน (Doxylamine) คือยาต้านฮิสตามีนชนิดง่วงซึม (Sedative antihistamines) ที่ออกฤทธิ์สั้น ซึ่งมีการนำมาใช้ในผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับ แต่ไม่ควรรับประทานต่อเนื่องเกิน 10 วัน โดยยาต้านฮิสตามีนจะทำให้นอนหลับด้วยการลดการทำงานของระบบประสาทส่วนกระตุ้น (Arousal) ทั้งนี้พบว่ามีหลักฐานการศึกษาเกี่ยวกับผลของยาต้านฮิสตามีนชนิดง่วงซึมต่อการรักษาโรคนอนไม่หลับชนิดไม่รุนแรง (Mild insomnia) นั้นน้อยมาก
อาการไม่พึงประสงค์ของยากลุ่มนี้คือ ส่งผลให้เกิดการง่วงนอนในเวลากลางวัน, ทำให้เกิดความผิดปกติในการเคลื่อนไหวของร่างกาย และมีผลแอนตี้โคลิเนอร์จิก (Anticholinergic effects) ดังนั้น ยาต้านฮิสตามีนชนิดง่วงนอนจึงไม่ควรใช้ในผู้ป่วยสูงอายุ

สมุนไพร
วาเลอเรียน
วาเลอเรียนนั้นถูกนำมาใช้เป็นสารเพื่อช่วยให้หลับ หรือคลายเครียด รากของวาเลอเรียน (Valerian) ทำให้ง่วงนอนและลดความวิตกกังวลได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้ทำให้หลับในทันที จึงหลับได้ตามธรรมชาติ ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันตามความรุนแรงและปัจจัยกระตุ้น แนะนำให้หลีกเลี่ยง การขับรถหรือการทำงานโดยใช้เครื่องจักรหนักอันตราย หลังจากการรับประทานวาเลอเรียน เนื่องจากทำให้เกิดอาการง่วงนอน
ทั้งนี้หากใช้วาเลอเรียน ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการนอนไม่หลับ รวมถึงการใช้ยาที่เหมาะสมต่อไป
เซนต์จอห์นส เวอร์ท
เซนต์จอห์นส เวอร์ท มีฤทธิ์ในการรักษาความผิดปกติทางอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของอาการซึมเศร้า โดยพบว่าส่งผลให้อาการซึมเศร้าของผู้ป่วยพัฒนาไปในทางที่ดี
แต่อย่างไรก็ตาม ควรมีความระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกัน เนื่องจาก สามารถก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ เมื่อให้ร่วมกับยาต้านซึมเศร้ากลุ่มอื่นได้หลายชนิด เป็นกลุ่มอาการที่เรียกว่า serotonin syndrome ประกอบด้วยอาการกระวนกระวาย วิตกกังวล นอนไม่หลับ เครียดและตื่นเต้นตลอดเวลา
ตามที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า แม้เซนต์จอห์นส เวอร์ท จะเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูง แต่ยังคงมีผลข้างเคียงและปัญหาจากการใช้ร่วมกับยารักษาที่จำเป็นอยู่ ดังนั้น ในการเลือกใช้สมุนไพรชนิดนี้ ผู้ใช้จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรให้ดีก่อนว่า ยาที่ตนเองกำลังใช้อยู่นั้น สามารถก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์กับสมุนไพรนี้หรือไม่ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากการใช้ยา และทำให้สามารถใช้สมุนไพรนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หลับง่ายขึ้น

หลับสมบูรณ์

ตื่นสดใส